
- หน้าแรก
- ดีคอนแทค D-contact
- อเลอไทด์ Alertide
- โกเรจินส์-ดี Koregins-D
- วีโว่ Viewo
- ดีโอโร่ D-oro
- ดีเท็นพลัส D-10 plus
- ดิเท็นซิสเต็ม Di-10 system
- สโนวี่พาวเดอร์ Snowy Powder
- อัลฟ่า จี Alpha G
- ดีบูนผง D-Boon powder
- ดีบูนเน่ D-Boone Capsule
- ดีโปรเวย์โปรตีน D-Pro Whey Protien
- ดีฟู อาหาร 5 หมู่ D-Fo
- ยาสีฟันสมุนไรพ Sudfahsai Toothpast
- บาธออย Bath oil
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โกเรจินส์ดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โกเรจินส์ดี แสดงบทความทั้งหมด
ประโยชน์ของโสม

ประโยชน์ของวิตามินซี
วิตามินซี
วิตามินซี ประโยชน์ที่มากกว่าแค่การป้องกันหวัด
จากผลการวิจัยในปี 1970 โดย ดร.ไลนัส พอลลิ่ง ซึ่งเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบล 2 ครั้ง ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง "วิตามินซีกับโรคหวัด" เขาได้กล่าวว่าหากเราได้รับ วิตามินซีวันละ 1,000 มิลลิกรัมจะสามารถป้องกันหวัด และถ้าเป็นหวัดจะหายเร็วกว่า โดยจะมีวันป่วยน้อยกว่าคนปกติถึง 60% ยังมีการศึกษาเพิ่มเติมมากมายทำให้เราทราบว่า วิตามินซี มีประโยชน์มากกว่าการป้องกันหวัด
เสริมสร้างภูมิต้านทาน
วิตามินซี มีคุณสมบัติในการทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นวิตามินซี ยังช่วยลดการหลั่งสารก่อภูมิแพ้ในร่างกายหรือฮีสตามีน สารก่อภูมิแพ้จะถูกกระตุ้นให้มีปริมาณสูงขึ้น เมื่อร่างกายได้รับสารหรือสัมผัสกับสิ่งที่ทำให้เกิดอาการแพ้ ถ้าร่างกายเรามีวิตามินซีเพียงพอ สามารถบรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส หรืออาการแพ้ต่างๆได้
ช่วยบำรุงผิว
การดูแลสุขภาพเพื่อให้มีผิวพรรณที่สมบูรณ์ คือการรับประทานผักสดและผลไม้สด ทำให้ผิวสวย เหงือและฟันแข็งแรง เพราะวิตามินซีในผักและผลไม้ ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตของผิว เมื่อเซลล์ผิวได้รับอาหารมากก็จะทำงานดีขึ้น ผิวมีสุขภาพดีและเรียบเนียน วิตามินซีช่วยสังเคาระห์ คอลลาเจน ทำให้ผิวแน่น และยืดหยุ่นได้ดี ไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น เพราะวิตามินซีช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเอง เสริมสร้างผนังเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งร่าง และต้านการอักเสบ
คนที่สูบบุหรี่ หรืออยู่ใกล้คนที่สูบบุหรี่ ร่างกายมีความต้องการวิตามินซีมากกว่าคนอื่น
การวิจัยพบว่า เด็กที่ผู้ปกครองสูบบุหรี่ จะมีปริมาณวิตามินซีในร่างกายลดลงครึ่งหนึ่ง ดังนั้น คนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีคนสูบบุหรี่หรือสูบบุหร่เอง ควรรับประทานวิตามินซีเสริม เพราะวิตามินซีช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ของคนที่สูบบุหรี่ให้มีระบบไหลเวียนดีขึ้น การเปลี่ยนแปลของเส้นเลือดจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อรับประทานวิตามินซี
รับประทานวิตามินซีทุกวัน ไม่เป็นต้อกระจก
มีการศึกษาพบว่าผู้ที่รับประทานวิตามินซี มาอย่างน้อย 10 ปี การเกิดโรคต้อกระจก ลดลงถึง 77% ซึ่งอาการเริ่มแรกของต้อกระจกคือ มีอาการเลนส์ตาขุ่นมัว
ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง
การใช้วิตามินซี 5,000 มิลลิกรัม/วัน ร่วมกับสารสกัดชาเขียว 1,000 มิลลิกรัม เป็นประจำทุกวัน ช่วยลดอัตราการเติบโตของมะเร็งผิวหนังได้และเต้านมได้ 100% และช่วยลดการเติบโตของมะเร็งลำไส้ได้ 75% ด้วยคุณสมบัติการต้านอนุมูลอิสระทั้งวิตามินซี และชาเขียว
รับประทานวิตามินผักและผลไม้ อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
เพราะวิตามินซี เป็นวิตามินที่เสื่อมสลายได้ง่ายมีสัมผัสกับอากาศ ความร้อน ความชื้น เราควรเลือกรับประทานผัก ผลไม้ที่สด ใหม่ หรือเก็บจากต้นได้ยิ่งดี แต่ในความจริงเราไม่สามารถเลือกได้ วิตามินซีที่ร่างกายได้รับในแต่ละวันอาจไม่เพียงพอ
วิตามินซีเราประทานในระยะยาวปลอดภัย
วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ เมื่อรับประทานเกิดนร่างกายสามารถขับออกได้ตามปกติทางปัสสาวะ หากได้รับวิตามินซีน้อยกว่าที่ร่างกายควรจะได้รับ จะมีอาการของโรคเลือดออกตามไรฟัน จากผลการวิจัยพบว่าการรับประทานวิตามินซี เป้นประจำทุกวัน ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานสามารถรับประทานได้สูงถึง 3,000 มิลลิกรัมโดยไม่มีอันตรายใดๆ
เบต้าคาร์โรทีนและคาร์โรทีนนอยด์

เบต้าคาร์โรทีนและคาร์โรทีนนอยด์
คาร์โรทีนอนยด์(Carotenoid) เป็นสารประกอบที่มีอยู่ในพืชผัก ผลไม้ ที่มีสีแดง สีส้ม สีเขียว และสีเหลือง เช่น แครอท แคนตาลูป ผักโขม ฟักทอง สาหร่าย มีคุณสมบัติต้านอนุุมูลอิสระซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิการเสื่อมของเซลล์ และอวัยวะต่างๆ สารคาร์โรทีนอยด์มีมากกว่า 600 ชนิด มีเพียงแค่ 6 ชนิดเท่านั้นที่ร่างกายสามารถนำมาใช้ในกระแสเลือดและเนื้อเยื่อ ซึ่งรู้จักกันดีคือ เบต้าคาร์โรทีน(Beta-carotene) ซึ่งมีฤทธ์สูงสุด นอกจานั้นได้แก่ อัลฟาคาร์โรทีน(Alpha-carotebe) คริปโตแซนทิน(Cryptozanthin) ไลโคปีน(Lycopene) ลูทีน(Lutein) และซีแซนทีน(Zeaxathin) โดนคาร์โรทีนอยด์แต่ละชนิดจะทำงานเสริมฤิทธิ์กัน เพื่อประโยชน์ต่อร่างกายในด้านต่างๆ นอกจากนั้นต้องรับประทานผัก ผลไม้ ในปริมาณสูงแล้ว ยังต้องทานให้หลากหลายชนิด เพื่อให้ได้คาร์โรทีนอยด์ครบอีกด้วย
ประโยชน์ของเบต้าคาร์โรทีนและคาร์โรทีนอยด์
ปกป้องผิวจากการถูกทำลายจากแสงแดด
เป็นที่ทราบกันดีว่า รังสี UVจากแสงแดด เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดผิวอักเสบ ร้อนแดง ผิวไหม้แดด ผวหยาบกร้าน หมองคล้ำ ไม่สดใส พบว่าการได้รับเบต้าคาร์โรทีนต่อเนื่อง ช่วยปกป้องผิวที่อาจเกิดอันตรายจากแสงแดดได้
ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ(Antioxidant)
อนุมูลอิสระ เป็นสารที่เกิดขึ้นในร่างกายตลอดเวลา ทั้งจากปัจจัยภายในร่างกาย เช่น ความเครียด ปฏิกิริยาต่างๆ หรืออาจเกิดการกระตุ้นจากปัจจัยภายนอกร่างกาย เช่น แสงแดด มลภาวะ บุหรี่ เบต้าคาร์โรทีนและคาร์โรทีนอยด์มีคุณสมบัติในการทำลายอนุมูลอิสระได้อย่างดี ช่วยปกป้องเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ ของร่างกายจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุนำไปสู่การเกิดโรคเรื้อรัง เช่น การแก่ก่อนวัย โรคมะเร็ง โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยพบว่าหากรับประทานเบต้าคาร์โรทีนร่วมกับวิตามินอีและวิตามินซี จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการปกป้องเซลล์เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้เบต้าคาร์โรทีนสามารถกระตุ้นเซลล์ภูมิต้านทานในร่างกาย ให้มีประสิทธิภาพต้านสิ่งแปลกปลอมได้ดียิ่งขึ้น
เปลี่ยนเป็นวิตามิน เอ เมื่อร่างกายต้องการ(Pro vitamin A)
เบต้าคาร์โรทีน จัดว่าเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะกรณีที่ร่างกายได้รับวิตามินเอไม่เพียงพอ ซึ่งวิตามินเอ มีความสำคัญต่อดวงตาในการช่วยให้เรามองเห็นในที่มืด ช่วยบำรุงสายตาป้องกันโรคตาบอดกลางคืน(Night blindness) ป้องกันการเกิดต้อกระจก
เบต้าคาร์โรทีนจะถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ดีเท่าที่ร่างกายต้องการ ดังนั้นเบต้าคาร์โรทีนจึงช่วยการมองเห็นในที่มืด ป้องกันโรคตาบอดกลางคืน ลดความเสี่ยงในการเกิดต้อกระจก และชะลอการเสื่อมของจอประสาทตา
เหตุที่เราต้องเสริมเบต้าคาร์โรทีนและคาร์โรทีนอยด์
เนื่องจากร่างกายเราไม่สามารถสังเคาระห์ได้เอง จำเป็นต้องได้รับจากอาหารหรือวิตามินเสริมเท่านั้น ในแต่ละวันเรามักได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากเบต้าคาร์โรทีและคาร์โรทีนอยด์ที่ได้จากอาหารมีการดูดซึมไม่แน่นอน เบต้าแคโรทีนถูกทำลายได้โดยง่ายจากความร้อนในการประกอบอาหาร หรือกรณีที่ได้จากอาหารที่ไม่ผ่านการปรุง จะมีการดูดซึมได้ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากจะมีการจับตัวกับสารโพลีแซคคาไรด์ และโปรตีนในรูปสารประกอบเชิงซ้อน อีกทั้งร่างกายของคนเราจะสามารถดูดซึมเบต้าคาร์โรทีนไว้ได้เพียงร้อยละ 25-27 เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะป้องกันการเกิดโรคได้นั่นเองประกอบกับบ้างคนไม่ชอบบริโภคผักหรือผลไม้ ทำให้มีโอกาสขาดสารอาหารมากขึ้น เพื่อมห้ร่างกายได้รับประโยชน์จากเบต้าคาร์โรทีนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ศาสตราจารย์ แอนโทนี ดิพล็อก แนะนำให้รับประทานเบต้าคาร์โรทีน วันละ 15 มิลลิกรัม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

